30 September 2022


ใจดี!มอบกะโหลกไทเทเนียมเหยื่อกราดยิงโคราช ยันจังหวัดเยียวยาครบหวังให้ใช้ชีวิตได้ปกติ

Post on: Aug 24, 2022
เปิดอ่าน: 155 ครั้ง

 

ใจบุญ! เอกชนมอบกะโหลกไทเทเนียมนวัตกรรมให้เหยื่อกราดยิงโคราช ผู้ว่าฯ ระบุจังหวัดเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เลวร้ายนี้ครบถ้วนสมบูรณ์และติดตามเยี่ยมอาการต่อเนื่อง

  วันนี้ (24 ส.ค.65) ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นประธานรับมอบกะโหลกศีรษะเทียม จากบริษัท เมติคูลี่ จำกัด  โดย นายสุเมธ ไชยสูรยกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และกรรมการบริษัท เป็นผู้ส่งมอบ ซึ่งมี นายแพทย์ประวีณ ตัณฑประภา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเข้าร่วมในพิธีรับมอบและกล่าวขอบคุณ

นายสุเมธ ไชยสูรยกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และกรรมการบริษัท เมติคูลี่ จำกัด เปิดเผยว่า การบริจาคกะโหลกศีรษะเทียมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์กราดยิงที่ Terminal 21 โคราช ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา ทางบริษัท เมติคูลี่ จำกัด (Meticuly Co.,Ltd)  ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวด้วยความห่วงใยมาโดยตลอด และได้ประสานมายังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาว่ามีสิ่งใดที่ทางบริษัทจะช่วยเหลือได้ จนได้รับทราบข้อมูลว่ามีผู้ป่วย คือ นายอัฑฒเศรษฐ์     ศิวภัทรวรัณกุล หรือ ดำ ได้รับบาดเจ็บทางสมอง ผู้ป่วยจำเป็นจะได้รับการปิดกะโหลก ในฐานะที่ทางบริษัทเป็นที่ผลิตกะโหลกเทียมจากไทยเทเนียม ได้ตามมาตรฐานสากล ISO13485 อันเป็นมาตรฐานสำหรับการผลิตเครื่องมือแพทย์ และยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอมริกา ที่ออกแบบตามรูปร่างสรีระของกะโหลกให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์โลหะ 3 มิติ อันเป็นนวัตกรรมชั้นนำของโลกขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อนำไปทดแทนกะโหลกศีรษะเดิมที่ได้รับความเสียหาย สามารถช่วยลดระยะเวลาในการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดง่ายและรวดเร็วขึ้น ความเสี่ยงในการผ่าตัดจึงลดลงตามไปด้วย ดังนั้น บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ได้เล็งเห็นความสำคัญและมีความยินดีอยากช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษา อันจะทำให้ผู้ป่วยได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติโดยเร็ววันจนผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทางบริษัทจึงบริจาคกะโหลกศีรษะเทียมให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมานำไปรักษาผู้ป่วยรายนี้ ต่อไป

ด้านนายวิเชียร  จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า ทางจังหวัดได้ดำเนินการเยียวยาผู้ประสบเหตุไปทั้งหมดแล้ว มี 3-4 รายที่รักษาตัวอยู่   โดยเฉพาะเคสของ นายดำ  ที่อาการหนักหน่อยอาการดีขึ้นตามลำดับ และขณะนี้ก็ยังสามารถเดินได้แล้ว เชื่อว่าไม่นานนายดำจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หากได้กะโหลกที่ได้รับการบริจาคครั้งนี้ไปใส่ก็จะทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเป็นกำลังใจให้นายดำได้ใช้ชีวิตต่อไป  ส่วนอีก 2 รายเราก็ดูแลอย่าเต็มที่ทั้งหมด บางรายก็ไปรับราชการเป็นทหาร บางรายก็เรียนหนังสือซี่งเรามีทุนให้อยู่แล้ว แต่อย่างน้องเนย ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ทำมาหากินได้แล้ว

สำหรับเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น 84 ราย แบ่งเป็น ผู้เสียชีวิต 28 ราย (ไม่เยียวยาผู้ก่อเหตุและต้นเหตุรวม 3 ราย) และผู้บาดเจ็บ 56 ราย จังหวัดนครราชสีมา ทางจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เยียวยา ผู้เสียชีวิต 28 ราย ซึ่งได้รับเยียวยารายละ 3.2 ล้านบาท ถึง 8.7 ล้านบาท ตามเงื่อนไขรายบุคคล และผู้บาดเจ็บ 56 ราย ได้รับการเยียวยาแบ่งเป็นบาดเจ็บเสี่ยงพิการ 3 ราย ประมาณรายละ 3.7 ล้านบาท, บาดเจ็บหนัก (พักรักษาตัวเกิน 20 วัน) 12 ราย รายละ 6 แสนบาท ถึง 1.4 ล้านบาท, บาดเจ็บหนัก (พักรักษาตัวไม่เกิน 20 วัน) 5 ราย รายละประมาณ 6 แสนบาท, บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย รายละประมาณ 3 แสนบาท และบาดเจ็บเล็กน้อย 23 ราย รายละประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นบาท รวมกว่า 160 ล้านบาท

ส่วนการบรรจุทายาทของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บสาหัสเข้ารับราชการ และรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งสิ้น 31 ราย ในส่วนของกองทัพบก จำนวน 28 ราย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 4 ราย พร้อมให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่ทายาทผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จำนวน 34 ทุน ตั้งแต่ปี 2563-2586 เป็นเงิน 1,040,000 บาท, บริษัท AIS ทุนการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษา-ปริญญาตรี จำนวน 11 ราย และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ประถมศึกษา-ปริญญาตรี จำนวน 1 ราย

ในส่วนทางกรมบัญชีกลางได้อนุมัติเงินช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัยฯ เนื่องจากการช่วยเหลือราชการการปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ. 2543 ให้แก่ทายาท 3 รายผู้เสียชีวิตเป็นเงินชดเชย และผู้ได้รับบาดเจ็บเสี่ยงพิการ 1 ราย เป็นเงินชดเชยจากการบาดเจ็บ เงินชดเชยระหว่างรักษาพยาบาล รวม 520,000 บาท และเงินค่าดำรงชีพรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท ย้อนหลังตั้งแต่ 8 ก.พ. 63 เป็นต้นมา