3 July 2022


ร้องหาความเป็นธรรม! สาวใหญ่โคราชร้องถูกนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด บุกยึดทรัพย์ขับไล่ออกจากบ้านที่ดิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน

Post on: Feb 15, 2021
เปิดอ่าน: 554 ครั้ง

 

สาวใหญ่โคราชทุกข์หนักร้องถูกนายทุนเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหดร้อยละ 48 บุกยึดบ้านขนเอาทรัพย์สินขับไล่ออกจากบ้านและที่ดินอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่มีที่ซุกหัวนอนต้องไปอาศัยอยู่วัด และคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง เผยเข้าร่วมโครงการแก้หนี้นอกระบบของรัฐบาลแต่ไร้ผล เหยื่อวอนช่วยเหลือและขอความเป็นธรรม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ปิยาภรณ์ คุณชื่น อายุ 40 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป และนางอรพิณ หงษ์โต อายุ 60 ปี อาชีพค้าขาย ชาว จ.นครราชสีมา ได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลมวลชนหลังจากได้เข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสัญญากู้ยืมเงินโดยการขายฝากกับนายทุนเงินกู้นอกระบบที่เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และเมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับไม่มีความคืบหน้า และเมื่อต้องการการซื้อที่ดินที่คืนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยทางเจ้าหนี้ตั้งราคาสูงไม่เป็นธรรม หนักที่สุดคือเจ้าหนี้เข้ามาบุกรุกขับไล่ออกจากบ้านพักจนไม่มีที่ซุกหัวนอน

น.ส.ปิยาภรณ์ คุณชื่น เล่าว่า เมื่อปี 2556-2557 ได้ทำสัญญากู้เงินกับ “นาย ช.” นายทุนเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ ใน จ.นครราชสีมา จำนวน 13.5 ล้านบาท และกู้เงินจากอีกราย คือ “นาย อ.” จำนวน 2.7 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 และร้อยละ 4 ต่อเดือน หรือร้อยละ 36 และ 48 ต่อปี ตามลำดับ โดยเอาโฉนดที่ดินบริเวณไนท์บาร์ซ่า กลางเมืองโคราช ที่มีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่า และอีกแปลงเป็นบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนสืบศิริ ในเมืองโคราชไปทำสัญญากู้เงินโดยการฝากขาย

กระทั่งเมื่อปี 2558 สัญญาขายฝากขาดเนื่องจากไม่มีเงินชำระ จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล ตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืนที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และทำข้อตกลงใหม่หลังเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว โดยผลการเจรจาศาลมีคำสั่งว่าหากลูกหนี้ไม่เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้ยินยอมให้ลูกหนี้ซื้อที่ดินคืน ซึ่งสัญญาเดิมจะเป็นโมฆะทันทีเมื่อเข้าสู่กระบวนการ ในช่วงนั้นเจ้าหนี้ได้เข้าไปเก็บผลประโยชน์ คือ ค่าเช่าของอาคารพาณิชย์ เดือนละ 35,000-50,000 บาท

จากนั้นช่วงกลางปี 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเรียกไปสอบสวนเพิ่มเติมและส่งฟ้องต่อศาล แต่ในระหว่างนั้นถูกเจ้าหนี้ขับไล่จากบ้านพักและที่ดินของตนเองตลอดมา กระทั่งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เจ้าหนี้พร้อมพวกได้บุกเข้าไปทำลายกุญแจบ้านในช่วงที่ตนไม่อยู่บ้าน โดยบุกรุกเข้าไปเคลื่อนย้ายและครอบครองทรัพย์สินในบ้านพัก ตนได้เข้าไปแจ้งความข้อหาบุกรุก และเข้าชี้แจงต่อผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดี กระทั่งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เจ้าหนี้พร้อมพวกได้เข้ามาขนทรัพย์สินในบ้านออกไปทั้งหมด ซึ่งหลวงพ่อ (พ่อบวชเป็นพระ) ได้เข้ามาห้ามและขอร้องให้ยุติไม่ให้ขนย้ายข้าวของออกไปแต่ไม่เป็นผล เจ้าหนี้ขนของออกไปพร้อมขับไล่ตัวเองออกจากบ้านอย่างไร้มนุษยธรรม วันนี้จึงเดินทางมาขอความเป็นธรรมและขอซื้อคืนทรัพย์สินในราคาที่เป็นธรรม

“วันนี้ทุกข์หนักมาก ถูกเจ้าหนี้ไล่ออกจากบ้านและที่ดิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน ต้องไปอาศัยนอนที่วัด คิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่สงสารพ่อที่บวชเป็นพระอยู่ซึ่งท่านแก่ชรามากแล้วเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยจะไม่มีคนดูแล ขณะนี้หน่วยงานรัฐไม่เข้าช่วยเหลืออะไรเลย การเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้ของรัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง เจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยแพงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ไม่ถูกดำเนินการใดๆ เลย ยังลอยนวลอยู่ ยังคุกคามขับไล่ยึดเอาทรัพย์คนอื่นอยู่เช่นเคย วันนี้จึงอยากขอความเป็นธรรมให้ตัวเองได้มีชีวิตเดินหน้าต่อไปด้วย” น.ส.ปิยาภรณ์กล่าว

ทางด้านนายภควัฒน์ ศิริวงศ์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้แนะนำให้ น.ส.ปิยาภรณ์ รอภายหลังจากพ้นล้มละลายแล้วไปเจรจาตกลงไกล่เกลี่ยต่ออัยการในการขอซื้อทรัพย์สินคืน ซึ่งผู้ร้องทุกข์แจ้งว่าได้เขียนคำร้องไว้แล้วซึ่งไม่ได้ปิดตายในเรื่องการเจรจา อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการได้ ทำได้เพียงการแนะนำ

ทั้งนี้ นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4ตุลาคม 2559 โดยสาระสำคัญของการบริหารงานเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน มีมาตรการและวิธีการดำเนินการ ดังนี้

มาตรการที่ 1ดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ 1.ประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบและให้คิดดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด คือ ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี

2.ให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ โดย กค. จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่ และให้คิดอัตราดอกเบี้ยได้ในระดับที่คุ้มค่าแต่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยจากการให้บริการหนี้นอกระบบ

3.เร่งรัดให้ร่างพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มีผลบังคับใช้ ซึ่งจะเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ให้สินเชื่อที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย

มาตรการที่ 2 เพิ่มช่องทางเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้ลูกหนี้นอกระบบและประชาชน ได้แก่ 1.กค. กำหนดให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่ คือ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกโฟแนซ์) เพื่อให้เจ้าหนี้นอกระบบให้บริการสินเชื่อรายย่อยในระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ แทนการกู้ยืมนอกระบบ 2.ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) เพื่อรับผิดชอบภารกิจด้านการแก้ไขหนี้นอกระบบโดยเฉพาะ แยกออกมาจากโครงการสร้างการดำเนินงานตามปกติของธนาคาร

มาตรการที่ 3 ลดภาระหนี้นอกระบบโดยการไกลเกลี่ยประนอมหนี้ จัดให้มีจุดให้คำปรึกษาใน ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยให้ทั้งสองธนาคารประสานงานกับคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำกรุงเทพมหานครหรือประจำจังหวัด ซึ่งมีอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน หรืออัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด เป็นประธาน เพื่อไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบให้เกิดมูลหนี้ที่เป็นธรรม ก่อนที่ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จะพิจารณาสินเชื่อตามศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบแต่ละรายต่อไป